ต้องดู ต้องแชร์ ผ้าขนหนูสามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ เพียงแค่ใช้ผ้าขนหนูมาม้วนแล้วบีบไว้

 

ผ้าขนหนู ลดความดันโลหิตสูง

มีงานวิจัยจากงานวิจัยจากประเทศแคนนาดา บอกว่า ผ้าขนหนูนั้น สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ เพียงด้วยการนำผ้าขนหนูมากำไว้ในมือ ซึ่งผลการวิจัยจาก McMaster University, Canada ได้ใช้ผ้าขนหนูเป็นอุปกรณ์ในการบริหารร่างกาย โดยให้ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกำผ้าขนหนูไว้ ซึ่งสามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งถือว่า มีประโยชน์มากเพราะผ้าขนหนูเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวันแถมยังใช้ประโยชน์ในการบริหารร่างกายได้อีกด้วย

เนื่องจากความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุของหลาย ๆ โรค เช่นโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองแตก สมองตีบ หรือโรคหัวใจขาดเลือด ดังนัั้นหากท่านใดที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แนะนำควรลองมาบริหารร่างกายด้วยผ้าขนหนู เพื่อจะลดความเสียงในการเป็นโรคภัยต่าง ๆ ได้ สำหรับวิธีการใช้ผ้าขนหนูให้การบริหารร่างกายสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง สามารถทำได้อย่างง่ายดายที่บ้านของคุณเอง และไม่ได้ใช้เวลามากมายนักในการบริหารร่างกายในแต่ละครั้ง ซึ่งการบริหารร่างกายแบบนี้ถือว่าเป็นการบริหารร่างกายรูปแบบใหม่

 

อุปกรณ์ในการบริหารร่างกายด้วยผ้าขนหนู ด้วยวิธีกำผ้าขนหนู

1. ผ้าขนหนู เป็นขนาดใดก็ได้ ที่สามารถม้วนผ้าขนหนูแล้วเวลากำแล้วนิ้วของเราจะไม่ติดกัน แนะนำเป็นขนาดเท่ากับผ้าเช็ดตัว หรือผ้าเช็ดผมก็ได้
2. นาฬิกาแบบใดก็ได้ที่สามารถเอาไว้ใช้ดูเวลาหรือจับเวลาได้

ขั้นตอนในการบริหารร่างกายด้วยผ้าขนหนู
1. ม้วนผ้าขนหนูหรือจะพับผ้าขนหนูก็ได้ แล้วลองเอามือข้างใดก่อนก็ได้กำผ้าขนหนู อย่าให้นิ้วของเราติดกัน
2. กำผ้าขนหนูไว้ด้วยแรงประมาณ 30 % ของการกำผ้าขนหนูแบบเต็มแรง คือประมาณ 1 ใน 3 ของแรงบีบเต็มแรง
3. กำผ้าขนหนูไว้ 2 นาที
4. พัก 1 นาที
5. กำผ้าขนหนูด้วยมือข้างเดิมอีก 2 นาที
6. เปลี่ยนข้าง ให้สลับมือทำอีกข้างหนึ่งที่ยังไม่ได้กำผ้าขนหนู
7. กำผ้าขนหนูไว้ 2 นาที
8. พัก 1 นาที
9. กำผ้าขนหนูด้วยมือข้างเดิมอีก 2 นาที
10. เสร็จการบริหารร่างกายลดความดันโลหิตสูงด้วยการกำผ้าขนหนู

 

กำผ้าขนหนู กำผ้าเช็ดตัว

 

การบริหารแบบนี้ได้ผลจริงหรือไม่ทางการแพทย์?

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ กรรมการบริหารสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ได้กล่าวไว้ว่า ได้มีการศึกษาและวิจัยที่ได้ผลในประเทศแคนาดาและประเทศอินเดีย ซึ่งได้มีรายงานทางการแพทย์แล้วพบว่าการกำผ้าขนหนูโดยการบีบด้วยความแรงประมาณ 30% ประมาณ 2 นาทีแล้วพักประมาณ 1-2 นาที จากนั้นทำซ้ำอีกครั้งในมือข้างเดิมแล้วเปลี่ยนข้าง ซึ่งกำผ้าขนหนูทั้งหมด 4 ครั้ง ทำสัปดาห์ละ 3 วัน หรือจะเป็นวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ก็ได้ พบว่าความดันโลหิตของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงจะลดลงได้ประมาณ 5-10 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน เพียงทำติดต่อกัน 2 เดือน

ทำไมความดันโลหิตถึงลดลงได้?

นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่การกำผ้าขนหนูทำให้ความดันโลหิตลดลงได้นั้น เพราะในขณะที่กำผ้าขนหนูเป็นการที่บีบไล่เลือดออกไปจากข้อมือที่แขนแล้วเมื่อเราปล่อยผ้าขนหนูทันทีนั้นช่วงคลายตัวเลือดจะเข้าไปกระตุ้นทำให้หลอดเลือดสร้างสารตัวหนึ่งเพื่อที่จะลดความดัน เรียกว่า สารไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ซึ่งสารตัวนี้จะดีต่อเส้นเลือด การต้านอนุมูลอิสระดีขึ้น รวมทั้งลดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่เร่งความดัน ซึ่งความดันโลหิตนั้นจะค่อย ๆ ลดลงภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนโดยที่ไม่ต้องปรับยาความดัน ถ้าเกิดคนที่มีความผิดปกติเรื่องข้อต่างๆ ถ้ากำผ้าขนหนูจะทำให้โอกาสที่ข้อเสื่อม ข้ออักเสบน้อยกว่า ส่วนการลดความดันได้ถึง 5-10 มิลลิเมตรปรอทก็มีโอกาสลดการเป็นโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมองแตก เส้นเลือดสมองตีบ โรคหัวใจขาดเลือด

ถ้าจะกำผ้าขนหนูเกินกว่า 2 เดือนหรือทำตลอดชีวิตได้ไหม?

สำหรับคนป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงวิธีการทำแบบนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ ส่วนต้องทำไปตลอดชีวิตหรือเปล่าอันนี้ยังบอกไม่ได้ แต่ในระยะสั้น 2 เดือนจะเห็นผล ไม่มีอันตรายและไม่มีข้อเสียอะไร ยกเว้นคนไข้โรคบางอย่าง เช่น มีเส้นเลือดโป่งพองในท้องไม่แนะนำให้ทำ เพราะการบีบอาจเพิ่มแรงดัน เส้นเลือดในท้องอาจโป่งออกมาได้ ส่วนในคนความดันปกติไม่จำเป็นและยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ด้วย

การกำผ้าขนหนูเพื่อลดความดันโลหิตสูงนั้นไม่ใช่วิธีเดียวที่จะป้องกันเส้นเลือดสมองแตก 100% โดยที่ไม่สนใจพฤติกรรมในชีวิตประจำวันแน่ๆ เพราะฉะนั้นการควบคุมหรือการออกกำลังกายด้วยวิธีที่ปกติ เดินบ่อยๆ ไม่อยู่กับที่นานๆ เช่น นั่งนิ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ 3 ชั่วโมงอย่างนี้ก็ไม่ไหว สัปดาห์หนึ่งควรจะออกกำลังกายสัก 3-4 วัน ครั้งละ 30-45 นาที
นอกจากนี้ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่รับประทานอาหารรสจัด เช่น รสเค็มเกินไป รับประทานผักผลไม้ให้พอเหมาะ อันนี้ดีกว่า เพราะมีข้อมูลและมีหลักฐานมากกว่าที่จะป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดความดัน ป้องกันโรคไต อัมพฤกษ์อัมพาตได้ดีกว่าด้วย
ผศ.นพ. สุรศักดิ์แนะวิธีป้องกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก Dr.Aki – หมออาคิ

Facebook Comments